ถวายบังคมและวางพวงมาลา พระบรมรูปทรงม้า เนื่องในวันปิยะมหาราช

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2547 เวลา 07.00 น. สโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย สโมสรไลออนส์สากลภาค 310-เอ 2 นำโดย ผู้ว่าการไลออนส์สากลภาค 310-เอ2 ไลออน วรวิทย์ บุรณศิริ เดินถวายบังคม และวางพวงมาลา พระบรมรูปทรงม้า เนื่องในวันปิยะมหาราช ณ จากหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน ไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า โดยบรรยากาศบริเวณ ลานพระบรมรูปทรงม้า มีข้าราชการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทุกหมู่เหล่า เดินทางมาร่วมถวายบังคม และวางพวงมาลา เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยะมหาราช

Click at the pictures to see in large
[IMAGE]
Click at the pictures to see in large

Click at the pictures to see in large




    ความหมาย
      วันปิยมหาราช หมายถึง วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพัฒนาการศึกษา การทหาร การสื่อสาร การรถไฟ และทรงโปรดให้มีการเลิกทาส โดยมิได้มีการเสียเลือดเนื้อ

    ความเป็นมา
      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทยเรานั้น ทรงเป็นที่รักใคร่ของทั้งพสกนิกรชาวไทยและ ชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก ตลอดทั่วขอบขัณฑสีมา ปวงประชาราษฎร์ต่างถือว่าพระองค์คือพระบิดาแห่ง ตนและประเทศชาติ รัฐบาลจึงประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวัน "ปิยมหาราช"

    พระราชประวัติ
      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงการณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 พระนามเดิมของพระองค์คือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ และได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสัง กาศ เมื่อพระชนม์มายุได้ 9 พรรษา ต่อมาอีก 4 ปี ได้เลื่อนเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ มีพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 ทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากขณะนั้น พระองค์ทรงมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรม หมื่นวิไชยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระมหาอุปราช ระหว่างที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าได้ใช้เวลา ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี โบราณคดี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไผ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม ยิ่งกว่านั้น ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา อีก 2 ครั้ง เสด็จประพาสประเทศอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสของพระองค์นั้นเพื่อทอดพระเนตรแบบ แผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองบ้านเมืองของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้ เหมาะสมทันสมัยยิ่งขึ้น ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืนและนั่งตามโอกาส สมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน เมื่อสมเด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุใกล้บรรลุนิติภาวะ จึงได้เสด็จออกทรง ผนวชเป็นภิกษุ เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416 และลาผนวช เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2416 แล้วโปรด ให้มีการราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2416 เพื่อแสดงให้ประชาชนและชาวต่างประเทศ ทราบว่าพระองค์ทรงรับผิดชอบในการปกครองบ้านเมืองด้วยพระองค์เองแล้ว